[AUfic1827]Pet Mistress-11.2-

posted on 21 Nov 2010 00:15 by 25509 in Fic

 

มาแต่งต่อซะดึกเลย=w=

 

ขอบคุณที่ทนรออ่านกันจนถึงตอนนี้นะคะ!!

 

งานเยอะมากๆOrz

 

 

Title : Pet Mistress
Author : Nay
Genre : Romance , Comedy,Fantasy ,Drama

Rate : NC??

Pairing : 1827,100G (?)

notes: หายไปนาน

 

เลยอัพยาวเหมือนกัน อิอิอิ

 


 chapter : VII  , VIII  , VIIII , , XI.I

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

ผมยืนมองรอยลือดบนพื้น ที่เคยมีศพ(?)อยู่ แล้วคนที่ถูกทำร้ายหายไปไหนแล้วละ??
“แล้วคนที่..”




มีเพียงรอยยิ้มจางๆเป็นคำตอบ

 

 


 

XI.II

 

 

 


 

“คงถูกพาไปโรงพยาบาล..ละมั้ง”

คำถามหลายๆอย่างผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด..มีแต่เรื่องที่อยากจะถามคนๆนี้

อยากจะถามแทบจะทุกอย่างเลยก็ว่าได้…คุณฮิบาริยิ่งเป็นแบบนี้ด้วยแล้ว..

“น่าแปลกนะครับที่เกิดเรื่องขนาดนี้แล้ว แต่ไม่เห็นมีตำรวจโผล่มาซักคน”

ความกลัวในตอนแรกมันไม่มีอีกแล้ว  ผมสามารถคุยกับคุณจ๊อตโต้ได้อย่างเปิดเผยและไม่เกรงกลัว

 

 

 

คนถูกถามซึ่งกำลังทิ้งตัวนั่งลงม้านั่งตัวใกล้ๆ ราวกับการสนทนานี้จะต้องคุยกันอีกยาว

มือแกร่งตบบนบริเวณม้านั่ง เป็นสัญญาณเรียกให้ผมมานั่งด้วย

ผมพึ่งสังเกตบริเวณรอบๆในตอนนี้ คนยังคงเดินไปมาตามปกติ

ผมชักรู้สึกสงสัยว่าคนพวกนี้ใช่มนุษย์แน่รึเปล่า มนุษย์หนึ่งคนพึ่งถูกทำร้าย

แต่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเนี่ยนะ!!

ผมมองดูคุณฮิบาริที่ยังเหวี่ยงทอนฟาไปมา แล้วทำลายข้าวของบริเวณโดยรอบไปทั่ว

คนถูกโจมตีก็ทำเพียงยิ้มแล้วหลบไปมา ราวกับเป็นการออกกำลังกายสนุกๆ..

ผมจำใจต้องทิ้งตัวนั่งลงอย่างเนือยๆ….วันนี้เป็นวันอะไรกันนักกันหนานะ

การออกมาเที่ยวเล่นกับคุณฮิบาริครั้งแรก มันเละไม่มีชิ้นดี..

 

 

“เธอถามซินะว่าทำไมถึงไม่มีตำรวจมาจัดการอะไรเลยน่ะ” ผมพยักหน้าเป็นคำตอบ

“คือ..โลกนี้ก็มีอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เป็นไปตามที่คิดหรอกนะ”จ๊อตโต้เลียริมฝีปากที่เริ่มแห้ง

 

 

“ผมไม่เข้าใจครับ..” คำพูดของเขาไม่ได้อธิบายอะไรเลย

 

 

“ฉันจะเริ่มจากความพิเศษของครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์อย่างพวกเราก่อนละกันนะ”สิงโตหนุ่มอธิบายอย่างใจเย็น

“ฮอร์โมนของครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์เลี้ยงตามปกติแล้วจะกระตุ้นอารมณ์ทางเพศออกมา แต่กับครึ่งสัตว์ป่าบางชนิดแล้วผลที่ได้อาจจะหนักกว่านั้น..มันจะมีผลข้างเคียงโดยทำให้ร่างกายของมนุษย์ที่ใกล้ชิดอ่อนแอลง80%  เป็นอย่างน้อย ดูตัวอย่างได้จากฮิบาริที่โดนฮอร์โมนของฉันเข้าไป..คนปกติจริงๆคงยืนไม่ขึ้นแล้วละ แต่ฮิบาริเป็นมนุษย์ที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไปนิดหน่อยน่ะ”

 

 

ไม่นิดแล้วละท่าน!! 

คนเป็นสัตว์เลี้ยงหน้าซีด เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่พบกันครั้งแรกจนไปถึงเหตุการณ์ที่ผ่านๆมา

ทั้งเตะ ทั้งต่อย ทำร้ายร่างกายสารพัด มีแต่เรื่องที่ไม่น่ายินดีแล่นแว่บไปมาอยู่ในสมอง

ไม่มีอะไรเลยที่น่าจดจำซักนิดเดียว โดยเฉพาะอารมณ์ที่แปรปรวนของเจ้านายแล้ว ทำให้เขาสับสนทุกที!

 

 

จ๊อตโต้สังเกตอาการของสึนะโยชิอยู่เงียบๆพร้อมหลุดหัวเราะออกมาเป็นช่วงๆ

เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาล ตอนนี้ทำหน้าเหยเกบอกบุญไม่รับ หูตั้งๆก็พับลงเพราะความคิดในอดีตที่น่ากลัว

หางฟูๆแทบจะม้วนจนจะจุกก้น ท่าทางที่ลนลาน มันเหมือนสัตว์ตัวเล็กแสนน่ารัก

ที่เขาอยากจะปกป้อง…เหลือเกิน

 

 

สึนะโยชิเมื่อรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาจึงหันมาสนใจใบหน้าของสิงโตหนุ่มแทน

“คุณจ๊อตโต้?”

 

เจ้าของนามสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเล่าต่อว่า

“อันที่จริงฉันกับเบียคุรันไม่ควรเป็นสัตว์เลี้ยง เราควรจะมีงานเป็นเพชรฆาตฆ่านักโทษประหาร..อย่างที่เธอรู้ เรามีฮอร์โมนที่ผิดปกติและเป็นอันตรายเกินกว่ามนุษย์บางคนจะรับได้  เราจะล่อให้นักโทษประหารเกิดกิเลสและความต้องการที่จะร่วมรักกับเรา และเมื่อเข้ามาใกล้เราจนเกินไป ก็จะเกิดอาการอ่อนแรงขยับเขยื้อนแทบไม่ได้..จากนั้นเราก็จะกินพวกเขาซะ”

 

 

ผมหน้าซีดลงกว่าเดิม รู้สึกกลืนน้ำลายที่แสนเหนียวและหนืดคอได้อย่างยากลำบาก

“งั้น..เมื่อกี้คุณจะกินคุณฮิบาริหรอครับ!!!”

คนถูกถามหัวเราะเบาๆตามลักษณะนิสัยของเจ้าตัว

“ฉันไม่ทำร้ายคนหรอก..ถ้าไม่จำเป็นจริงๆนะ”

 

 

“แต่เมื่อกี้คุณ…”ผมกัดริมฝีปากล่างด้วยความลำบากใจ

 “คนที่คุณทำร้าย..เขาไม่ได้ทำอะไรคุณจ๊อตโต้ซักหน่อย”

 

 

“ฉันรู้”จ๊อตโต้ตอบรับแบบไม่ต้องคิดด้วยซ้ำไป

“มันเป็นไปตามสัญชาตญาณน่ะ…ก็ใช่ว่ามันจะห้ามไม่ได้หรอกนะ”

เจ้าของดวงเนตรสีฟ้าครามหรี่ลงแล้วเหม่อมองไปที่รอยเลือดบนพื้นนั้น

“..มันคงเป็นเพราะ ฉันไม่ได้กินเนื้อมานานหลายปีน่ะ”

 

 

“ทำไมละครับ? คุณเป็นสิงโตไม่ใช่หรอ”

 

 

“มันมีเหตุปัจจัยหลายๆอย่างในอดีตที่ฉันไม่อยากจะพูดถึงมันน่ะ…”แล้วจ๊อตโต้ก็เงียบไป..

เสียงข้าวของแตกที่ดังแว่วเบาถี่ทำให้รู้ว่าคุณฮิบาริคงเริ่มอาละวาดไปไกลจากที่ตรงนี้แล้ว

ผมอยากจะตามไปดูเหมือนกัน แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจ

ในเมื่อพยายามห้ามแล้วแต่เขาก็ยังปฎิเสธ แล้วทำไมผมถึงต้องไปหาเรื่องเจ็บตัวอีกละ!

ผมเคืองนะเนี่ยขอบอก=3=

 

 

“แต่คุณอยู่กับเจ้านาย..มุคุโร่ทั้งสองคนเลย แบบนี้ เขาจะไม่เป็นอะไรหรอครับ?”ผมเปลี่ยนเรื่อง

 

 

“การที่กาลเวลามันผ่านไปเรื่อยๆบางสิ่งที่เป็นไปได้ มันก็เป็นไปได้น่ะนะ”จ๊อตโต้บอก

“มุคุโร่คุงเขามีอะไรหลายๆอย่างที่แตกต่างจากคนทั่วไป..”

 

 

และคุณจ๊อตโต้ก็เงียบไปอีกครั้ง

…ดวงตาของเขาปรือลงเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าเขาจะเพลียมากพอสมควร(รึเปล่านะ?)

ยังมีอะไรหลายๆอยางที่เขาอยากรู้…ถึงจะเกรงใจ

แต่เรื่องทั้งหมดที่เล่ามานั้น ไม่ได้อธิบายอะไรเกี่ยวกับคำถามแรกที่เขาถามไปเลย

 

 

“แล้วเรื่องตำรวจละครับ สรุปแล้ว..??”

 

 

“ขอโทษ..”จ๊อตโต้พูด (ขอโทษอะไรของคุณน่ะครับ????)

“เรื่องตำรวจ…อา..ใช่ๆ”เขาพูดพึมพำกับตัวเองราวกับกำลังเรียบเรียงความคิดอยู่

 ก่อนจะหันมาพูดกับผมด้วยเสียงและใบหน้าที่เรียบเฉย

“ครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ป่าอย่างเรา เป็นกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือกฎหมาย เพราะเราเป็นสัตว์หายากที่มีประโยชน์ อันตราย ที่แสนมีค่าและมีจำนวนน้อยมากจัดว่าเป็นสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ”

เจ้าของเรือนผมสีทองนิ่งเงียบไปพักหนึ่งอีกครั้ง แล้วค่อยพูดต่อ

“จึงมีการร่างกฎหมายออกมา…ซึ่งก็คือ ห้ามทำร้ายหรือ ทรมานร่างกายพวกราไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ ไม่ว่าพวกเราจะกระทำความผิดอะไรก็จะอยู่เหนือกฎหมาย  ตำรวจหรือศาลใดๆจะเอาผิดเราไม่ได้ เพราะส่วนมากพวกเราจะได้อยู่ในความดูแลของรัฐบาล ทำให้ไม่ค่อยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่ก็มีกลุ่มคนรวยชอบสะสมสัตว์หายากมาเป็นสัตว์เลี้ยงอยู่เหมือนกัน พวกเขาจึงร่างกฎหมายอีกฉบับ ว่าถ้าหากพวกเราไปทำร้ายมนุษย์ หรือสัตว์เลี้ยงชนิดใดไม่ว่าจะสาหัสซักเพียงใดหรือแม้กระทั่งถึงตาย ตำรวจจะไม่จับพวกเรา แต่จะไปคิดค่าปรับจำนวนมหาศาลกับเจ้าของแทนและอาจให้กักบริเวณพวกเราให้อยู่ในความดูแลของเจ้าของเป็นเวลาอย่างมากไม่เกินหนึ่งดือน ซึ่งค่าปรับกับโทษกักบริเวณนั้นจะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับอาการของคนที่ถูกทำร้าย"

 

 

สิงโตหนุ่ม(?)เงียบไปซักพัก พลางจ้องมองคนตรงหน้าที่กำลังตั้งใจฟังเรื่องราวอย่างเอ็นดู

 

 

“และถ้าหากว่า…ถ้าหากว่าพวกเราถูกฆ่า คนที่ฆ่าเราจะถูกประหารชีวิตหรือถ้าหลบหนีก็มีโทษถึงตายอยู่ดี”

เมื่อจ๊อตโต้อธิบายจบ เราก็เงียบกันอยู่นาน ก่อนผมจะให้ความคิดเห็นดีๆซักอย่างมันก็ต้องใช้เวลา..

 

 

“นั่น..ดูไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหรเลยนะครับ”

 

 

 “โลกนี้..มันไม่มีความยุติธรรมมาตั้งแต่แรกแล้วละ”จ๊อตโต้กระตุกยิ้มที่มุมปาก  ใบหน้าของเขาดูเศร้าๆชอบกล

“แต่เพราะว่าพวกเราเกิดมาพร้อมกับความแตกต่าง…มันก็ทำให้โลกนี้มีสีสันต์ขึ้น”

 

 

“ถึงจะเป็นแบบนั้น…”

 

 

“สึนะโยชิคุงรู้จักฮิบาริ ดีแค่ไหนแล้วละ”จ๊อตโต้ถามไปอีกเรื่อง

 

 

 “ก็..เป็นคนเดาอะไรได้ยากมากเลยละครับ”ผมตอบไปตามความเป็นจริง

“ผมกลัวคุณฮิบารินิดหน่อย เพราะเขาเป็นคนอารมณ์แปรปรวนง่าย แล้วไหนจะเอาแต่ใจอีก”

 

 

“….”

 

 

“ถึงเขาจะเป็นแบบนั้น แต่บางครั้งเขาก็ใจดีเหมือนกันนะครับ”ผมรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนผ่าว

 

 

“ใจดี?..”  สิงโตหนุ่มแสยะยิ้มออกมาราวกับว่านั่นเป็นเรื่องตลกเล็กๆ

“หึหึหึ นั่นคงเป็นอีกมุมมองที่ฉันไม่มีวันเห็นสินะ”

 

 

ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ มันคงเหมือนคำโกหกซินะ คุณฮิบาริเคยใจดีกับคนอื่นซะที่ไหนละ?

ขนาดคุณมุคุโร่ที่เคยเป็น…ยังผลักไสไล่ส่ง

และดูเหมือนคุณจ๊อตโต้ที่รู้จักคุณฮิบาริมาก่อนเรา ก็ยังไม่เว้น

ดูจากที่ระยะเวลาที่ผ่านมา

คุณฮิบาริ…ใจดีจริงๆนะ..

หรือจะเฉพาะเรา?…..

 

 

…บ้าเอ้ย! 

คิดหลงตัวเองอะไรอยู่น่ะสึนะโยชิ!!

 

ความคิดที่แสนหลงตัวเองทำให้ใบหน้าหวานแดงเถือกไปจนถึงต้นคอ

 

ตึกตัก ตึกตัก… สึนะโยชิค่อยๆแตะที่อกซ้ายของตัวเองเบาๆ

เสียงหัวใจที่เต้นแรงแบบนี้มันคืออะไรกัน

 

 

ดวงเนตรสีฟ้าครามจ้องมองทุกกิริยาบทและวิเคราะห์อะไรบางอย่าง

“หน้าแดงจังเลยนะ สึนะโยชิคุง”จ๊อตโต้เปรย พร้อมใช้มืออุ่นสัมผัสที่หน้าปากของร่างเล็กเบาๆ

“ไม่สบายรึเปล่า?” น้ำเสียงช่างอ่อนโยนและจริงใจ

แต่ภายในกลับไม่มีทางที่ใครจะรู้ว่าสิงโตหนุ่มคิดอะไรกันอยู่กันแน่

 

 

เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลสะบัดหน้าเป็นคำตอบ พร้อมเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“เอ่อ…แล้วคุณจ๊อตโต้รู้จักคุณฮิบารินานแล้วหรอครับ?”

 

 

คำถามนี้ กระตุ้นความทรงจำที่แสนเศร้าของคนถูกถามขึ้นมา

 

มันความทรงจำในอดีตที่ไม่อาจลืมเลือน


มันคอยหลอกหลอนตัวเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า


ทั้งหมดนั้น..มันเป็นความผิดของฉันเอง

 

 

“อืมม์…นานมาก”จ๊อตโต้คิ้วขมวด ริมฝีปากบางบิดเบี้ยวไปตามความรู้สึกที่ค้างคา

“จนถึงตอนนี้ ฉันยังรู้สึกผิดต่อเขามาตลอด…”

 

 

“เอ๊ะ?”หูแหลมตั้งขึ้นด้วยความสนใจ “หมายควา…อ้ะ!!”

 

 

หมับ! มือแกร่งฉุดร่างบอบบางเข้ามาไว้ในอ้อมกอด

ใบหน้าคมซุกไซร้เส้มผมสีอ่อนแสนนุ่ม

“คุณ..” พอพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง คนตรงหน้าก็ยิ่งกอดรัดแน่นขึ้น

 

 

“ขอร้องละ..ขอเวลาฉันหน่อยนะ”จ๊อตโต้กระซิบที่ข้างหู มันทำให้รู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก..

 .

 

.

 

 

 

ในเวลาเดียวกันนั้น..คู่บู้จำเป็น(อย่างไร้สาระ)

 

 

ตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ที่ลานจอดรถใต้ดินของอาคาร

“แฮ่ก แฮ่ก” เสียงหอบเป็นระยะๆท่ามกลางรถนับร้อยคันมาจากคนที่เป็นมนุษย์เต็มตัว

การต่อสู้ติดต่อกัน15นาที  มันน่าจะเป็นเรื่องง่ายๆสำหรับฮิบาริ เคียวยะ

แต่มันไม่ง่ายเลย ที่ต้องมาสู้กับ เจ้าสัตว์กินเนื้อนี่

ยิ่งสู้กันนานแค่ไหน เรี่ยวแรงก็จะยิ่งหายไปเท่านั้น

 

 

“อะไรกันๆ~ เหนื่อยแล้วหรอ”เบียคุรันหัวเราะร่าไม่มีท่าทีที่จะเหนื่อยซักนิด

 

 

“ที่แกแหย่ฉันก็เพื่อแยกฉันออกจากสึนะโยชิซินะ”ฮิบาริพูดพลางใช้แขนเสื้อปาดหยาดเหงื่อชื่น

 

 

“ดูหนังละครน้ำเน่ามากไปรึเปล่า? ฮิบาริคุง~”เจ้าของรอยสักใต้ตาแย้มยิ้ม

“สมมติให้ฉันกับจ๊อตโต้จังเป็นตัวร้าย ส่วนเธอกับสึนะโยชิคุงเป็นพระเอกนางเอก ฉันดึงความสนใจเธอแยกเธอออกมาจากสึนะโยชิคุง…และระหว่างที่เราสู้กันอยู่นี่ ฉันให้จ้อตโต้จังลักพาตัวสึนะโยชิคุงไป เธอออกตามหา เข่นฆ่าศัตรูเพื่อแย่งชิงคนรักกลับคืนมา แล้วอยู่ด้วยกันอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง~”

 

 

“พล่ามอะไรของแกไม่ทราบ?”พระเอกบดขยี้ฟันกรามอย่างหงุดหงิด

 

 

คนที่อ้างตนว่าเป็นตัวร้าย กระโดดขึ้นไปนั่งไขวห้างบนหลังคารถ

“ไม่เอาหน่า~ อิบาริคุง เรื่องนี้มันไม่ง่ายขนาดที่จบอย่างมีความสุขหรอกนะ”เบียคุรันบอก

ใบหน้าที่ปั้นยิ้มตลอดมาในตอนแรก หายไปอย่างรวดเร็ว

ดวงเนตรสีอัญมณีจดจ้องคนตรงหน้า พร้อมปล่อยจิตสังหารออกมาเต็มที่

“…มันน้ำเน่ากว่านั้นเยอะ~”เสือขาวหนุ่มฉีกยิ้มจนเห็นเขี้ยวแหละ

 

 

“…แกมีแผนอะไร?”

 

 

“ฉันก็แค่มีข่าวมาบอกเท่านั้น~”เบียคุรันบอก

“จากพ่อของเธอ~”

 

 

สิ้นคำพูดของคนตรงหน้า ดวงเนตรสีรัตติกาลเบิกกว้าง ก่อนจะฉายแววเย็นชา

ฉันรู้ดี…ทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากเจ้านั่น

ไม่เคยมีเรื่องดีๆ…

“ฉันไม่สน”น้ำเสียงนั้นเย็นยะเยือกอาจทำให้คนฟังกลัวและวิ่งหนีไปเลยก็ได้

 

แต่สำหรับมหาเสะ เอ้ย เบียคุรันแล้ว มันกลับเป็นสิ่งที่น่าสนุกที่สุด

“ฉันแค่ทำตามหน้าที่ เธอจะฟังหรือไม่ฟังก็ได้ แต่ฉันว่าเธอควรเปิดใจรับฟังจะดีกว่า”

 

 

“หึ ..ไร้สาระ”ฮิบาริกำลังเดินจากไป แต่คำพูดประโยคต่อมามันทำให้เขาต้องหยุดฟัง

 

 

“มันเกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงสุดที่รักของเธอ..”

 

 

 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร…

…ทันทีที่ฉันได้ยินประโยคนั่น

มันทำให้อารมณ์ฉันพลุนพล่านเต็มไปด้วยความโกรธที่ไม่มีเหตุผล…

คำพูดเกริ่นน่ารำคาญของเจ้าสัต